ประเทศไทยกำลังก้าวจากการจำหน่ายสินค้าเกษตรโดยแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช. หรือ ACFS) ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อพัฒนากล้วยหอมและมะเขือเทศสดให้สามารถแสดงข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของสารสำคัญเชิงสุขภาพ หรือ Functional Claim ได้
โครงการดังกล่าวดำเนินงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดเตรียมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ วิธีวิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพ และเอกสารสำหรับยื่นขอ Functional Claim
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะนำข้อมูลวิชาการที่ได้ไปใช้ต่อยอดเพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสหภาพยุโรป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: รัฐบาลไทยประกาศโครงการนำร่อง Functional Claim สำหรับกล้วยหอมและมะเขือเทศ
Functional Claim ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย สามารถนำไปใช้ในญี่ปุ่นได้ทันทีหรือไม่
คำตอบคือ ไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยอัตโนมัติ
แม้ว่าสินค้าเกษตรจะได้รับอนุญาตให้แสดง Functional Claim ในประเทศไทยแล้ว แต่หากต้องการจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในฐานะ “อาหารที่มีการกล่าวอ้างหน้าที่” หรือ Foods with Function Claims(機能性表示食品:FFC)ยังจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย มาตรฐานการแสดงฉลากอาหาร และหลักเกณฑ์ของระบบ FFC ของญี่ปุ่น
ก่อนวางจำหน่าย ผู้ประกอบการจะต้องจัดเตรียมและยื่นข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ เช่น
- ความปลอดภัยของอาหาร
- หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณประโยชน์
- สารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้าง
- การผลิตและการควบคุมคุณภาพ
- วิธีวิเคราะห์และผลการวิเคราะห์
- ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน
- รูปแบบข้อความที่ต้องการแสดงบนฉลาก
ระบบ FFC ของญี่ปุ่นแตกต่างจากระบบ Foods for Specified Health Uses หรือ FOSHU(特定保健用食品:トクホ)
FOSHU เป็นระบบที่หน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นประเมินและอนุญาตผลิตภัณฑ์เป็นรายรายการ ขณะที่ระบบ FFC กำหนดให้ผู้ประกอบการผู้ยื่นแจ้งเป็นผู้รับผิดชอบต่อความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และความถูกต้องของข้อความกล่าวอ้าง
ดังนั้น ข้อมูลการวิจัยหรือผลการทดสอบที่จัดทำในประเทศไทยจะต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของญี่ปุ่นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นต่อไปนี้
- ผู้เข้าร่วมการศึกษาสอดคล้องกับกลุ่มประชากรที่ระบบญี่ปุ่นกำหนดหรือไม่
- งานวิจัยดำเนินการในผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคตามเงื่อนไขของระบบ FFC หรือไม่
- สินค้าเกษตรที่ใช้ในการศึกษามีความเท่าเทียมหรือเทียบเคียงได้กับสินค้าที่จะจำหน่ายในญี่ปุ่นหรือไม่
- สามารถระบุและตรวจวัดปริมาณสารสำคัญได้อย่างชัดเจนหรือไม่
- ปริมาณบริโภคต่อวันให้สารสำคัญในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
- การทดลองทางคลินิกหรือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเป็นไปตามข้อกำหนดของญี่ปุ่นหรือไม่
- สามารถควบคุมความแปรปรวนของสารสำคัญที่เกิดจากแหล่งผลิต สายพันธุ์ ฤดูเก็บเกี่ยว และสภาพการเก็บรักษาได้หรือไม่
- มีระบบควบคุมสารตกค้าง โลหะหนัก จุลินทรีย์ และปัจจัยด้านความปลอดภัยอื่น ๆ หรือไม่
หลักฐานที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยอาจนำมาใช้ประกอบการยื่นแจ้งในญี่ปุ่นได้ แต่การได้รับอนุญาตในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องประเมินและจัดทำเอกสารใหม่ให้สอดคล้องกับระบบ FFC ของญี่ปุ่น
2 แนวทางในการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ระบบ FFC ของญี่ปุ่น
การนำสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาด Foods with Function Claims ของญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก
1. ยื่นแจ้งในรูปแบบสินค้าเกษตรสด
กล้วย มะเขือเทศ มะม่วง หรือสินค้าเกษตรไทยชนิดอื่น สามารถพัฒนาเพื่อจำหน่ายในรูปแบบสินค้าเกษตรสดที่มีการกล่าวอ้างหน้าที่ในญี่ปุ่นได้
ระบบ FFC ของญี่ปุ่นครอบคลุมทั้งอาหารแปรรูปและอาหารสด
อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารสำคัญในสินค้าเกษตรสดอาจเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- สายพันธุ์
- ดินและพื้นที่เพาะปลูก
- วิธีการเพาะปลูก
- สภาพอากาศ
- ระยะเวลาเก็บเกี่ยว
- ระดับความสุก
- วิธีการเก็บรักษา
- ระยะเวลาและอุณหภูมิในการขนส่ง
ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องสร้างระบบที่สามารถรับรองได้ว่า สินค้าที่จำหน่ายจริงมีสารสำคัญตามปริมาณที่กำหนดตลอดช่วงเวลาการจำหน่าย
แนวทางนี้เหมาะกับสินค้าที่สามารถจำกัดแหล่งผลิตให้เป็นฟาร์มหรือกลุ่มเกษตรกรเฉพาะ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดเลือก การขนส่ง จนถึงการจำหน่ายในญี่ปุ่น
2. พัฒนาเป็นอาหารแปรรูปหรือวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ FFC
สินค้าเกษตรไทยสามารถนำมาแปรรูปเป็นผงแห้ง สารสกัด น้ำผลไม้เข้มข้น เพสต์ หรือวัตถุดิบรูปแบบอื่น เพื่อนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ เช่น
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- เครื่องดื่ม
- ขนมและอาหารว่าง
- อาหารสำเร็จรูป
- อาหารบรรจุซองหรือรีทอร์ท
- ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพประเภทอื่น
หากกระบวนการแปรรูปช่วยให้สามารถกำหนดมาตรฐานของสารสำคัญได้ การควบคุมปริมาณสารสำคัญและคุณภาพอาจทำได้ง่ายกว่าสินค้าเกษตรสด
นอกจากนี้ หากผู้ผลิตวัตถุดิบสามารถจัดเตรียมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเอกสารที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า ก็อาจจำหน่ายให้บริษัทญี่ปุ่นในฐานะ “วัตถุดิบที่รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ FFC” ได้
อย่างไรก็ตาม ระบบ FFC ของญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดว่า เมื่อวัตถุดิบหนึ่งรายการได้รับการยื่นแจ้งแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้วัตถุดิบนั้นจะสามารถใช้ข้อความกล่าวอ้างได้ทันที
โดยหลักการแล้ว บริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะต้องยื่นแจ้งผลิตภัณฑ์แต่ละรายการต่อหน่วยงานผู้บริโภคของญี่ปุ่น
หากผู้ผลิตวัตถุดิบไทยจัดเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ไว้ล่วงหน้า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทอาหารญี่ปุ่นเลือกใช้วัตถุดิบนั้น
- ข้อกำหนดมาตรฐานของสารสำคัญ
- วิธีวิเคราะห์เชิงปริมาณและผลการวิเคราะห์
- เอกสารแสดงความเท่าเทียมและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ
- ข้อมูลด้านความปลอดภัย
- ผลการทดลองทางคลินิกหรือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
- ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์
- กระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ
- เอกสารภาษาญี่ปุ่นสำหรับสนับสนุนการยื่นแจ้ง
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังญี่ปุ่น แต่เป็นการพัฒนาให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงที่มีทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐานคุณภาพ และชุดเอกสารสำหรับระบบ FFC
ขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบว่า “สินค้าเกษตรนั้นมีสารสำคัญอะไร”
การพิจารณายื่นแจ้ง FFC ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเริ่มต้นด้วยการทดลองทางคลินิกที่มีค่าใช้จ่ายสูงเสมอไป
ขั้นตอนแรกควรเริ่มจากการตรวจสอบความเป็นไปได้ ดังนี้
- คัดเลือกสารสำคัญที่มีลักษณะเฉพาะในสินค้าเกษตร
- ตรวจสอบว่าสามารถวิเคราะห์ปริมาณสารนั้นได้หรือไม่
- ค้นหางานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพในมนุษย์
- ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ยื่นแจ้งในญี่ปุ่นแล้วว่ามีสารชนิดเดียวกันหรือคล้ายกันหรือไม่
- ประเมินว่าปริมาณบริโภคจริงให้สารสำคัญถึงระดับที่คาดหวังผลหรือไม่
- ตรวจสอบความปลอดภัยและความเป็นไปได้ในการนำเข้าสู่ญี่ปุ่น
หากมีงานวิจัยที่เพียงพอ อาจสามารถจัดทำการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ หรือ Systematic Review เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นแจ้งโดยไม่ต้องดำเนินการทดลองทางคลินิกใหม่
แต่หากข้อมูลวิจัยยังไม่เพียงพอ หรือต้องการแสดงประโยชน์ใหม่ของสายพันธุ์หรือสินค้าเกษตรเฉพาะของประเทศไทย อาจจำเป็นต้องดำเนินการทดลองทางคลินิกโดยใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือวัตถุดิบเป้าหมาย
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเริ่มจากการลงทุนในงานทดลองที่มีค่าใช้จ่ายสูงทันที แต่ควรตรวจสอบงานวิจัย สารสำคัญ วิธีวิเคราะห์ และตัวอย่างการยื่นแจ้งในญี่ปุ่นก่อน เพื่อประเมินโอกาสสำเร็จแล้วจึงวางแผนการลงทุนพัฒนา
โอกาสทางตลาดของสินค้าเกษตรไทย
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางการเกษตรที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ FFC ได้หลากหลาย นอกเหนือจากกล้วยและมะเขือเทศ เช่น
- มะม่วง
- ลิ้นจี่
- ลำไย
- มะขาม
- ขมิ้นชัน
- ขิง
- สมุนไพรไทย
- วัตถุดิบจากข้าว
- ผักและผลไม้ท้องถิ่น
หากสามารถพัฒนาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และระบบควบคุมคุณภาพที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของญี่ปุ่น อาจนำไปสู่รูปแบบธุรกิจต่าง ๆ เช่น
- การส่งออกสินค้าเกษตรสดมูลค่าสูงจากไทยไปญี่ปุ่น
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับตลาดญี่ปุ่น
- การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับบริษัทญี่ปุ่น
- การจำหน่ายวัตถุดิบแบบ B2B สำหรับผลิตภัณฑ์ FFC
- การใช้ประสบการณ์จากการยื่นแจ้งในญี่ปุ่นเพื่อขยายไปยังประเทศอื่น
- การวิจัยร่วมกันระหว่างฟาร์ม มหาวิทยาลัย และบริษัทอาหารของไทยกับญี่ปุ่น
การประสบความสำเร็จในตลาดญี่ปุ่นไม่สามารถอาศัยเพียงเรื่องราวว่าเป็น “วัตถุดิบที่หายากจากประเทศไทย” เท่านั้น
จำเป็นต้องออกแบบมาตรฐานสารสำคัญ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การควบคุมคุณภาพ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และความมั่นคงในการจัดส่งให้เป็นระบบเดียวกัน
บริการสนับสนุนจาก FS-LABO
FS-LABO Co., Ltd. ให้บริการประเมินความเป็นไปได้และสนับสนุนการพัฒนาสินค้าเกษตรไทย รวมถึงวัตถุดิบอาหารที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อเข้าสู่ระบบ Foods with Function Claims ของญี่ปุ่น
บริการหลักของเราประกอบด้วย
- การประเมินความเป็นไปได้ในการยื่นแจ้ง FFC
- การคัดเลือกสารสำคัญที่เหมาะสม
- การค้นคว้างานวิจัยในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
- การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ยื่นแจ้งแล้วและสินค้าคู่แข่งในญี่ปุ่น
- การกำหนดรายการวิเคราะห์และคัดเลือกห้องปฏิบัติการ
- การออกแบบและสนับสนุนการทดลองทางคลินิก
- การจัดทำ Systematic Review ตาม PRISMA 2020
- การจัดเตรียมข้อมูลด้านความปลอดภัยและกลไกการออกฤทธิ์
- การจัดทำข้อมูลการผลิตและการควบคุมคุณภาพ
- การจัดทำเอกสารยื่นแจ้งแบบฟอร์ม I ถึง VI
- การจัดเตรียมเอกสารสำหรับเสนอวัตถุดิบให้บริษัทญี่ปุ่น
- การประสานงานการพัฒนาระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น
หากท่านมีข้อมูลการวิจัย ผลการทดลอง หรือผลวิเคราะห์ที่ดำเนินการในประเทศไทยอยู่แล้ว เราสามารถประเมินได้ว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการยื่นแจ้ง FFC ของญี่ปุ่นได้หรือไม่ และยังต้องจัดเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนใด
เริ่มต้นจากการประเมินความเป็นไปได้ในการยื่นแจ้ง
การนำสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ระบบ FFC ของญี่ปุ่นจำเป็นต้องวางแผนทั้งด้านสินค้าเกษตร สารสำคัญ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ วิธีวิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพ การนำเข้า และโครงสร้างการจำหน่ายในญี่ปุ่น
ท่านสามารถปรึกษาเราได้ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น เช่น
“สินค้าเกษตรชนิดนี้สามารถยื่นแจ้ง FFC ในญี่ปุ่นได้หรือไม่”
“งานวิจัยที่ดำเนินการในประเทศไทยสามารถนำไปใช้ในญี่ปุ่นได้หรือไม่”
“ควรพัฒนาเป็นสินค้าเกษตรสดหรือวัตถุดิบแปรรูป”
“มีโอกาสยื่นแจ้งโดยไม่ต้องทำการทดลองทางคลินิกใหม่หรือไม่”
หากท่านต้องการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับตลาดญี่ปุ่น สามารถติดต่อ FS-LABO Co., Ltd. เพื่อปรึกษาและประเมินความเป็นไปได้เบื้องต้นได้
※บทความนี้จัดทำขึ้นจากข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 การยื่นแจ้ง การนำเข้า และการจำหน่ายจริง จำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีตามลักษณะของอาหาร วิธีการแปรรูป รูปแบบผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจำหน่าย
エフエスラボ株式会社